“You Will Own Nothing” ไม่มีอะไรเลย แล้วจะสุขได้จริงเหรอ

“You Will Own Nothing” ไม่มีอะไรเลย แล้วจะสุขได้จริงเหรอ

เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ… You will own nothing and you will be happy คุณจะไม่มีอะไรเลย แล้วคุณจะมีความสุข

ฟังดูดีเนอะ เหมือนจะสอนให้ไม่ยึดติดอะไร หลายคนเลยบอกว่า เฮ้ย! นี่มันพุทธเลยนี่หว่า เพราะพุทธก็บอกว่าให้ปล่อยวาง ไม่ต้องยึดอะไร แต่เดี๋ยวก่อนนะ…มันใช่แนวพุทธจริงๆ เหรอ .

พุทธไม่เคยบอกให้เราทิ้งทุกอย่าง

แต่แค่เตือนว่าสิ่งที่เรามีมันอยู่กับเราไม่นาน ยิ่งยึดไว้แน่นเท่าไหร่…ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น . มีบ้าน มีเงิน มีรถ มีของที่ชอบ ไม่มีปัญหาเลย แต่พุทธแค่เตือนว่า ของพวกนี้ไม่เที่ยง สักวันมันก็ต้องจากไป . ปัญหาไม่ใช่การมี แต่คือการยึดติด กลัวจะเสียมันไป พอเรากลัวมาก เราก็ทุกข์ ทุกข์จากการเสียดาย ทุกข์จากการอยากมีอยากได้มาก ทุกข์จากการไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะงั้น…จะมีอะไรก็ได้ แค่เข้าใจไว้ว่ามันไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดก็พอแล้ว นี่แหละที่เรียกว่ามีด้วยปัญญา

แล้วที่บอกว่า You will own nothing and you will be happy ก็มาจากแนวคิดของ World Economic Forum เขาพูดถึงโลกอนาคต ว่า…คุณจะ -ไม่ต้องมีรถ เพราะเช่าใช้ผ่านแอปได้ -ไม่ต้องมีบ้าน เพราะเช่า(ผ่อน)ไปตลอดชีวิต -ไม่ต้องมีของใช้ เพราะรัฐจะจัดการให้หมด ฟังดูสะดวกเนอะ…แต่คำถามคือ… แล้วของทั้งหมดนั่น ใครเป็นเจ้าของ ถ้าเราไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของอะไรเลย แล้วถ้าวันหนึ่ง เจ้าของนั้น เขาไม่ให้เราใช้ล่ะ เราจะทำยังไง . พุทธสอนให้พึ่งพาตนเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะอิสรภาพที่แท้จริง คือการได้ใช้ปัญญาและตัดสินใจเองในชีวิตของเรา ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐ หรือกลุ่มอำนาจใด ๆ คิดแทนเราในทุกเรื่อง

สอดคล้องกับแนวคิด Libertarianism ที่เชื่อว่า… ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน คือสิทธิพื้นฐานที่รัฐไม่ควรละเมิด เพราะเสรีภาพที่แท้จริง เริ่มจากการที่คุณ มีสิทธิในทรัพย์สินของตัวเอง . อาจารย์พิริยะพูดในรายการ BitcoinTalk EP 205 ว่า

“ในพุทธศาสนาเนี่ย พูดถึงเรื่องของการไม่ยึดติด แต่การไม่ยึดติด ไม่ได้แปลว่า การบังคับให้คนทุกคนนั้นเนี่ย ไม่สามารถมีอะไรเป็นของตัวเองได้เลย คนละเรื่องกัน…มันคือ ชีวิตที่ดีไซน์โดยภาครัฐ…มันคือระบบ Socialism, Communism นะฮะ…”

ฟังแค่นี้ก็เห็นภาพเลยว่า…ความว่างเปล่า การไม่ยึดติด แบบที่พุทธพูดถึง กับความ “ไม่มี” แบบที่ระบบจัดสรรให้ มันคนละเรื่องกันเลย

แบบแรก คุณเลือกวาง เพราะคุณมีเสรีภาพในการตัดสินใจเอง แบบหลัง คุณถูกบังคับให้วาง เพราะคุณไม่มีสิทธิแม้แต่จะเลือกถือ . ถ้าคุณไม่มีสิทธิในทรัพย์สินของคุณเอง แล้วคุณจะมีสิทธิในอะไรได้อีกในชีวิต แต่ถ้าแนวคิด You will own nothing เป็นจริง เรากำลังพูดถึงสังคมที่ทุกสิ่งเป็นของรัฐ ในขณะที่คุณทำได้แค่เช่าใช้ชีวิตของตัวเองเท่านั้น . เอาแค่เงินสดที่คุณถืออยู่… เงินที่รัฐประกาศให้เป็นเงินถูกกฎหมาย มันเป็นของเราจริงหรือเปล่านะ ในเมื่อรัฐสามารถทำให้มันเฟ้อ และเสื่อมค่าลงได้ตลอดเวลา เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าวันหนึ่งรัฐยึดมันไป ปิดบัญชีหรืออายัดเงินของคุณทั้งหมด คุณจะปกป้องสิทธิของตัวเองได้อย่างไร

มีเพียงทรัพย์สินชนิดเดียวในโลก ที่ไม่สามารถถูกยึดได้ด้วยอำนาจรัฐ และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพึ่งพาตนเอง ทั้งทางเศรษฐกิจ และเสรีภาพส่วนบุคคล นั่นก็คือ บิตคอยน์ . ลองถามตัวเองดูครับ ว่า…คุณอยากไม่มีอะไร เพราะคุณเลือกที่จะวางเอง หรือคุณไม่มีอะไรให้วาง เพราะเขาไม่ให้คุณมีตั้งแต่แรก

สองอย่างนี้…ดูคล้ายกันมากนะครับ แต่ในใจคนที่วาง มันต่างกันคนละโลก ระหว่างวาง…เพราะเข้าใจ กับวาง…เพราะไม่มีสิทธิถือมันตั้งแต่แรก

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่า คุณน่าจะเห็นเหมือนกันว่า…

เสรีภาพในการเลือกถือหรือเลือกวาง คือหัวใจของทั้งพุทธ และ Libertarianism 🙃

และถ้าคุณเชื่อในการเป็นอิสรชน อย่าลืมปกป้องสิทธิของตน เพราะเราทุกคน…ควรมีเสรีภาพในการตัดสินใจ และรับผลของการตัดสินใจนั้นด้วยตนเอง

#Siamstr #Libertarianism


No comments yet.