เมื่อ WEF วาดฝัน (ร้าย) โลกที่ไร้ทรัพย์สิน ไร้ตัวตน แต่ทุกคนแฮปปี้ในปี 2030

เมื่อ WEF วาดฝัน (ร้าย) โลกที่ไร้ทรัพย์สิน ไร้ตัวตน แต่ทุกคนแฮปปี้ในปี 2030

เมื่อ WEF วาดฝัน (ร้าย) โลกที่ไร้ทรัพย์สิน ไร้ตัวตน แต่ทุกคนแฮปปี้ในปี 2030

World Economic Forum หรือ WEF องค์กรระดับโลกที่รวมตัวผู้นำทางธุรกิจและการเมือง ได้ออกมาทำนายอนาคตของโลกในปี 2030 ไว้แบบชวนขนหัวลุก

https://image.nostr.build/9244fa84d941e2548d6a189c93bd40346d5c55145292325614737638a6106949.jpg

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่รักอิสรภาพและความเป็นส่วนตัว เพราะ WEF บอกไว้ว่าเราจะไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวอีกต่อไป แถมชีวิตทุกด้านยังจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลอีกด้วย ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟดิสโทเปียเลยทีเดียว

มีการคาดการณ์ว่าโลกในปี 2030 จะเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะวิถีชีวิตและการทำงานของเรา

ต่อไปนี้คือ 8 คำทำนายหลักๆ ที่ฟังแล้วชวนให้เราเสียวสันหลัง

  1. ทรัพย์สินส่วนตัวอาจกลายเป็นอดีต สิ่งของต่างๆ จะถูกควบคุมโดยรัฐ และเราจะต้องเช่าหรือยืมใช้แทน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเสรีภาพส่วนบุคคล

  2. สหรัฐอาจสูญเสียสถานะผู้นำโลก ขณะที่กลุ่มประเทศอื่นๆ กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญแทน ภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไป

  3. การพิมพ์อวัยวะทดแทนอาจกลายเป็นเรื่องปกติ ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะและยกระดับคุณภาพชีวิต วงการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด

  4. แนวโน้มการบริโภคเนื้อสัตว์จะลดลง และอาหารจากพืชจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรต้องเตรียมพร้อมปรับตัว

  5. การอพยพย้ายถิ่นฐานขนาดใหญ่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจทั่วโลก ท้าทายระบบการจัดการและความมั่นคง ที่รัฐบาลต่างๆ ต้องเตรียมรับมือ

  6. ราคาคาร์บอนจะถูกกำหนดให้สูงขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและบริการ ธุรกิจและผู้บริโภคต้องเตรียมรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

  7. มนุษย์อาจเริ่มตั้งรกรากบนดาวอังคาร และเดินหน้าสำรวจอวกาศเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก เปิดศักราชใหม่ของการเดินทางระหว่างดวงดาว เทคโนโลยีอวกาศจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

  8. ค่านิยมแบบตะวันตก เช่น เสรีภาพ ประชาธิปไตย อาจถูกตั้งคำถาม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมครั้งใหญ่ เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้

Ida Auken นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวเดนมาร์ก ได้เขียนบทความชื่อ “Welcome to 2030” วาดภาพโลกอนาคตอันสวยหรู (สำหรับบางคน) ที่ “ฉันไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่มีสิทธิความเป็นส่วนตัว แต่ชีวิตฉันดีขึ้นกว่าเดิม”

ในโลกใบนี้ การซื้อหาสินค้าและการเป็นเจ้าของกลายเป็นเรื่องเชย เพราะทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นบริการหมด อยากได้อะไรก็แค่ใช้บริการเอา ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย อาหาร การเดินทาง หรือสิ่งของจำเป็นอื่นๆ Auken อ้างว่าปัญหาต่างๆ ในโลกปัจจุบัน เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ภาวะโลกร้อน วิกฤตผู้ลี้ภัย มลพิษ และการว่างงาน จะหมดไป ผู้คนจะมีความสุขกับชีวิตที่ดีกว่าเดิม…แต่ชีวิตแบบนี้ มันคือชีวิตที่เราต้องการจริงๆ หรือ?

คำถามคือ แล้วจะโน้มน้าวให้คนยอมรับระบบแบบนี้ได้ยังไง คำตอบง่ายๆ ก็คือ ต้องมีของล่อใจ WEF เลยโฆษณาว่าโลกใหม่นี้จะมีระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุม แถมยังแจก “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” ให้ทุกคนอีกด้วย ใครบ้างที่ไม่อยากได้เงินใช้ฟรีๆ โดยไม่ต้องทำงาน

นอกจากนี้ยังมีการขายฝันเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพที่จะช่วยยืดอายุขัย แถมอาจทำให้เราเป็นอมตะได้อีกต่างหาก ใครๆ ก็อยากมีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะจริงไหม แต่ใครล่ะ ที่จะเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยีเหล่านี้ และมีจุดประสงค์แอบแฝงอะไรหรือไม่?

สิ่งที่เขาไม่ได้บอกก็คือ แล้วใครจะเป็นคนปกครองโลกใบนี้ แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าคนพวกนี้จะเป็นคนดี และอำนาจที่มากขึ้นจะยิ่งลดทอนความเป็นคนดีของมนุษย์เสมอ

ต่อให้เป็นคนดีจริงๆ ทำไมคนกลุ่มเล็กๆ ถึงอยากแบ่งปันความมั่งคั่งและเทคโนโลยีสุดล้ำให้กับคนทั่วไป? ทำไมไม่เก็บไว้ใช้เองล่ะ หรือมันคือการ คัดเลือกสายพันธุ์มนุษย์ ในรูปแบบใหม่ โดยใช้ พันธุวิศวกรรม และ ปรัชญาเหนือมนุษย์ เป็นเครื่องมือ ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนธรรมดาอย่างเราก็คงไม่มีที่ยืนในโลกใบนี้

โลกอนาคตที่ไร้ทรัพย์สินส่วนตัวและความเป็นส่วนตัว โดยใช้เทคโนโลยีควบคุมภายใต้หน้ากากของความเท่าเทียมและความยั่งยืน แต่บทความนี้ตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ ผลกระทบ และวาระซ่อนเร้นของ WEF โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน การควบคุมจากรัฐบาล และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่สังคมนิยมแบบสุดโต่งและการสูญเสียอิสรภาพ You own nothing and be happy.

Mueller, Antony P. “No Privacy, No Property: The World in 2030 According to the WEF.” Mises Wire, 12 Aug. 2020

#Siamstr #WEF

No comments yet.