"ขาดทุนทนได้ กำไรสองสลึงทนไม่ได้" CDC Talk EP 2

"ขาดทุนทนได้ กำไรสองสลึงทนไม่ได้" CDC Talk EP 2

“ขาดทุนทนได้ กำไรสองสลึงทนไม่ได้” ประโยคที่ฟังดูเหมือนจะขำ แต่ลุงโฉลกกลับบอกว่า มันขำไม่ออก!

เพราะสะท้อนความจริงอันน่าเศร้าของนักลงทุน ที่มักพ่ายแพ้ต่อกิเลสในใจตัวเอง ไม่ต่างจากการติดกับดัก ที่มอง “สิงโตเป็นหมา” ซึ่ง CDC Talk EP 2 จะพาเราไปเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ด้วยการนำหลักธรรมะมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในบิตคอยน์ เพื่อค้นหาเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนทั้งในการลงทุนและการใช้ชีวิต

https://image.nostr.build/180f5864057351d0e2a725d0ab021ae58f30942d2b87ad1697030d7d51f6bae0.jpg

. อาจารย์พิริยะยกตัวอย่างพฤติกรรมของนักลงทุนบิตคอยน์ บางคนทนขาดทุนมาได้ถึง 3 ปี พอราคากลับมาเท่าทุน ก็รีบขายทิ้งทันที ในขณะที่บางคนติดดอยแล้วตัดสินใจขายขาดทุนอย่างเจ็บปวด จนเกิดความโกรธเกลียดบิตคอยน์ สาปส่งว่าเป็นสิ่งหลอกลวงและไม่เหลียวแลมันอีกเลย แต่เมื่อราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้น ก็กลับมาสนใจมันอีกครั้ง พฤติกรรมที่เหล่านี้ลุงโฉลกอธิบายว่า เป็นเพราะนักลงทุนขาดสติ ไม่รู้เท่าทันสภาวะที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ จึงตัดสินใจโดยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง กลัวที่จะยอมรับความผิดพลาด กลัวว่ากำไรจะหายไปทำให้พลาดโอกาสทำกำไรและตกเป็นทาสของราคาที่ผันผวน . ลุงโฉลกเปรียบเทียบพฤติกรรมเหล่านี้กับคนที่ “เห็นสิงโตเป็นหมา” สะท้อนถึงความไม่รู้ ความประมาท ที่ทำให้มองไม่เห็นอันตรายไม่รู้จักป้องกันตัวเอง เช่นเดียวกับนักลงทุนที่มีความไม่รู้นี้ทำให้มองไม่เห็นความเสี่ยง ตัดสินใจลงทุนโดยใช้อารมณ์ สุดท้ายก็เจ็บตัว ลุงโฉลกเน้นย้ำว่าต้องเข้าใจ psychology รู้เท่าทันความโลภและความกลัว . ต้นตอของความไม่รู้นั้น ลุงโฉลกอธิบายว่า คือ “โมหะ” ที่บดบังปัญญา ทำให้เกิดความโลภ ความกลัว ความโกรธ และ “เจตนา” ที่ผิดพลาด ซึ่งล้วนเกิดจากการรับรู้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือที่เรียกว่า บริวารทั้ง 6 โดย “ทิฐิ” หรือความยึดมั่นในความคิดเห็นของตัวเอง ก็เป็นหนึ่งในบริวารเหล่านั้น ที่ทำให้เราไม่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ยอมรับความจริง วิธีแก้คือต้องฝึกสติ รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตัวเอง ใช้ โยนิโสมนสิการ คือคิดพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน ไตร่ตรองให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน การงาน หรือแม้แต่การใช้ชีวิต . ลุงโฉลกอธิบายหลัก อริยสัจ 4 โดยเริ่มจาก ทุกข์ ความจริงที่ว่าชีวิตย่อมมีทุกข์ ทั้งความทุกข์ทางกายและทางใจ เช่น ความผิดหวัง ความไม่สมหวัง จากการลงทุน ความโกรธ ความกลัว ที่เกิดจากความผันผวนของตลาดบิตคอยน์ ต้นเหตุของทุกข์เหล่านี้ หรือ สมุทัย ก็คือ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความไม่รู้ เช่น ความอยากรวยเร็ว ความเชื่อมั่นในระบบเทรดที่ไม่มั่นคง หรือความไม่รู้เท่าทันกลไกตลาด ลุงโฉลกเปรียบเทียบการแสวงหาความสุข เหมือนการเดินไปหากล่อง คิดว่าข้างในกล่องคือความสุข แต่สุดท้ายเมื่อไปถึง ก็พบว่าว่างเปล่า นี่สะท้อนให้เห็นถึง นิโรธ หรือการดับทุกข์ ที่เกิดจากการรู้เท่าทันความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และการไม่มีตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) และ มรรค หรือหนทางดับทุกข์ ที่ลุงโฉลกสื่อถึง คือ การฝึกฝนสติปัญญา การวางแผนอย่างรอบคอบ และการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง . ทั้งลุงโฉลกและอาจารย์พิริยะเชื่อว่าราคาบิตคอยน์และทองคำมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ที่กำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง อาจารย์พิริยะอธิบายว่า ในมาตรฐานของเงินที่แข็งแกร่ง สินค้าและบริการต่างๆ ควรจะมีราคาถูกลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้คนเราใช้จ่ายและซื้อของได้มากขึ้น แต่ถ้ายังใช้เงินดอลลาร์เป็นมาตรฐานในการวัดมูลค่า เช่น การมองราคาทองคำและบิตคอยน์เป็นเงินดอลลาร์ ทุกอย่างก็จะแพงขึ้น หากบิตคอยน์กลายเป็น “เงินของโลก” ได้จริง มูลค่าของมันควรจะสะท้อน GDP ของโลก หารด้วยจำนวนบิตคอยน์ที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 27 billion dollars ต่อ 1 บิตคอยน์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกมาก สะท้อนความหมายของ “1 BTC = 1 BTC” ที่ไม่ได้ผูกติดกับมูลค่าเงินดอลลาร์ การทำความเข้าใจธรรมชาติของเงินตราที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกอย่างเป็นไปได้ การมองเห็นสภาพความเป็นจริงจะช่วยให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีสติ . เช่นเดียวกับระบบเงินตรา ลุงโฉลกเล่าว่าสมัยท่านเด็กๆ เงิน 1 สตางค์ยังมีรู มีหน่วย อัด เฟื้อง ไพ ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้ว เพราะระบบเงินตราหน่วยเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับดอลลาร์ ที่แม้จะเป็นสกุลเงินหลักของโลกในปัจจุบัน แต่อนาคตก็ไม่มีอะไรแน่นอน อาจจะถูกแทนที่ด้วย บิตคอยน์ ลุงย้ำว่า “ต้องเรียน เพื่อเข้าใจ” ถึงจะสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ . สุดท้าย อาจารย์พิริยะทิ้งท้ายไว้ว่าการลงทุนไม่ใช่การเล่น ต้องศึกษาหาความรู้วางแผนให้ดีและที่สำคัญคือ ต้องมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของความโลภและความกลัว ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว

#CDCTalk #Siamstr

No comments yet.